--> เอกสารที่ใช้ในการนำเข้า -- ส่งออก <-- เลตเตอร์ออฟเครดิต (L / C) มีหลายวิธีการชำระเงินที่ใช้ในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ วิธีการบางอย่างของการชำระเงินใช้กันอย่างแพร่หลายมีดังนี้การชำระเงินในบัญชีเงินสด AdvanceOpen เมื่อ CountertradeBill การจัดส่งสำหรับจดหมายเก็บเครดิต
เลตเตอร์ออฟเครดิตเป็นวิธีการชำระเงินในการที่ผู้ส่งออกที่ความเสี่ยงน้อยกว่ามากที่สุดของประเภทอื่น ๆ ของวิธีการชำระเงิน เลตเตอร์ออฟเครดิตเป็นสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่จะจ่าย มีหลายชนิดตัวอักษรของเครดิต ที่ใช้บ่อยที่สุดในการค้าระหว่างประเทศเป็นตัวอักษรตัวที่เอาคืนไม่ได้รับการยืนยันจากบัตรเครดิตซึ่งเป็นสัญญาของการชำระเงินที่ไม่สามารถยกเลิกได้โดยปราศจากความยินยอมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง : ธนาคาร, นำเข้าและส่งออก ประเภทนี้จะถือเป็นวิธีการที่ปลอดภัยที่สุดของการชำระเงินสำหรับการส่งออกและยังสำหรับผู้นำเข้า ผู้ส่งออกสามารถบางอย่างที่จะได้รับการชำระเงินสำหรับสินค้าฝากขายเขาส่งและผู้นำเข้าสามารถมั่นใจได้ว่าเขาจะได้รับสินค้าในเวลา
ขั้นตอนการชำระเงินโดยเลตเตอร์ออฟเครดิตเป็นดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ผู้นำเข้าจะนำไปใช้อย่างใดอย่างหนึ่งของเธอ / ธนาคารในประเทศของเขาในการเปิด L / C ในการสนับสนุนผู้ส่งออก แล้วธนาคารนี้เป็นธนาคารผู้ออกบัตร
ขั้นตอนที่สอง
รายชื่อธนาคารผู้ออกบัตรเงินฝากธนาคารในประเทศผู้ส่งออก ธนาคารนี้เป็นธนาคารที่ให้คำปรึกษา จะบอกโดยธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตที่ได้รับการเปิดสำหรับการส่งออก จากนั้นธนาคารจะแจ้งให้คำปรึกษาแก่ผู้ส่งออกของตัวอักษรของเครดิต ตัวอักษรของรายการเครดิตเอกสารที่ผู้ส่งออกที่จะต้องให้ไปที่ธนาคารของเขา (ให้คำปรึกษาแก่ธนาคาร) ก่อนที่เขาจะสามารถได้รับเงิน โดยปกติเอกสารที่จำเป็นสำหรับการส่งออกที่จะได้รับเงินคือบิลรับรองการประกอบธุรกิจประกันภัย Lading พาณิชย์ InvoiceSometimes เอกสารอื่น ๆ บางอย่างเช่นดังต่อไปนี้จะต้องได้; หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าที่มีคุณภาพ
ขั้นตอนที่สาม
ผู้ส่งออกจะส่งฝากไปยังผู้นำเข้า ผู้ส่งออกจะต้องมีการระมัดระวังเกี่ยวกับเวลาการส่งมอบ สินค้าจะต้องถูกส่งไปก่อนตัวอักษรของเครดิตที่หมดอายุ
ขั้นตอนที่สี่
ผู้ส่งออกยื่นเอกสารที่จำเป็นทุก (ที่กล่าวถึงในขั้นตอนที่สอง) ไปยังธนาคารที่ให้คำปรึกษาขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โดยทั่วไปเอกสารเหล่านี้บ่งชี้ว่าสินค้าฝากขายอยู่ในวิธีการเพื่อให้ผู้นำเข้า
ขั้นตอนที่ 5
ธนาคารตรวจสอบเอกสารให้คำปรึกษากับตัวอักษรของเครดิต หากพวกเขาตอบสนองความต้องการของตัวอักษรของเครดิตที่ธนาคารจะจ่ายส่งออกที่เป็นไปตามเงื่อนไขของตัวอักษรของเครดิต
ขั้นตอนที่6
ให้คำปรึกษาแก่ธนาคารที่ได้รับเอกสารจากผู้ส่งออกจะส่งเอกสารไปยังธนาคารผู้ออกบัตร
ขั้นตอนที่ 7
ธนาคารตรวจสอบเอกสารที่ ถ้าเอกสารที่มีทั้งหมดขวาธนาคารผู้ออกบัตรส่งการชำระเงินเป็นเงินคืนไปยังธนาคารที่ให้คำปรึกษาซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ผู้ส่งออก
ขั้นตอนที่ 8
ธนาคารผู้ออกบัตรเดบิตบัญชีผู้นำเข้าของจำนวนเงินที่จ่ายไปยังธนาคารที่ให้คำปรึกษา
ขั้นตอนที่ 9 ธนาคารผู้ออกบัตรออกเอกสารที่ผู้นำเข้า
ขั้นตอนที่10
ผู้นำเข้าส่งต่อเอกสารการขนส่งไปยังตัวแทนหรือสำนักงานท้องถิ่นของผู้ให้บริการ
ขั้นตอนที่11
ผู้นำเข้าสามารถเรียกร้องสินค้าฝากขายจากพอร์ตของการปล่อย
วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554
วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554
Documents Used in Import – Export
การชำระเงินค่าสินค้า
การชำระเงินค่าสินค้า
เมื่อมีการซื้อขายสินค้าในธุรกรรมระหว่างประเทศเกิดขึ้น การชำระเงินค่าสินค้าที่ผู้ซื้ออยู่ในประเทศหนึ่ง และผู้ขายอยู่ในอีกประเทศหนึ่ง สามารถกระทำได้หลายวิธีดังนี้
1. การชำระโดยตรงด้วยการโอนเงิน
ผู้ซื้อชำระเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายด้วยการโอนเงินก่อนการส่งมอบสินค้า (T/T) การซื้อขายในเทอมนี้ผู้ซื้อจะเสียเปรียบหากผู้ขายไม่ส่งสินค้าให้ ในภายหลัง หากจะใช้เทอมนี้ผู้ซื้อและผู้ขายต้องเป็นทำธุรกิจร่วมกันมานาน เพราะใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นพิ้นฐานในการรับประกัน
.
2. การชำระโดยผ่านธนาคาร
ในธุรกิจระหว่างประเทศ การชำระเงินที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ ชำระเงินผ่านธนาคาร ซึ่งมี 4 ประเภทดังนี้
• การชำระเงินด้วย Letter of credit (L/C)
• การชำระเงินโดยวิธีเรียกเก็บจากธนาคาร (Bill for collection)
• การชำระเงินแบบ Open Account
• การชำระเงินแบบ Consignment
1.1 การชำระเงินด้วย Letter of credit
เป็นการชำระเงินค่าสินค้าผ่านธนาคาร เพราะเป็นหลักประกันว่าผู้ขายจะได้รับเงินค่าสินค้าเมื่อมีการส่งมอบสินค้า ลงเรือหรือยานพาหนะขนส่งตามแต่ที่ได้ตกลงไว้ และผู้ซื้อสินค้าจะได้รับสินค้าเมื่อจ่ายเงินค่าสินค้า
L/C เป็นตราสารทางการค้าซึ่งออกโดยธนาคารพาณิชย์จามคำสั่งของผู้ซื้อ (applicant) ซึ่งเป็นลูกค้าของธนาคารในประเทศหนึ่ง เพื่อส่งไปให้แก่ผู้รับประโยชน์ (beneficiary) ซึ่งเป็นผู้ขายในอีกประเทศหนึ่ง โดยส่งผ่านธนาคารผู้รับแอลซีในประเทศของผู้ขาย (advising bank) ตราสารนี้เป็นคำรับรองหรือสัญญาของธนาคารผู้เปิดแอลซีว่าจะจ่ายเงินเงินตาม ที่ระบุไว้ในแอลซีให้แก่ผู้ขายสินค้า เมื่อผู้ขายสินค้าส่งมอบสินค้า และได้แสดงเอกสารให้แก่ธนาคารผู้รับซื้อเอกสารและตั๋วเงิน (negotiating bank) ได้ครบถ้สนถูกต้องตามที่ระบุไว้ในแอลซี ตลอดจนเงื่อนไขต่างๆและระยะเวลาที่กำหนดในแอลซีด้วย
ข้อควรรู้
- เงื่อนไขต่างๆในแอลซีจะใช้ควบคุมได้เฉพาะความถูกต้องของเอกสารเท่านั้น ไม่สามารถควบคุมตัวสินค้าได้
- ในส่วนคุณภาพของสินค้า หากผู้ซื้อไม่แน่ใจว่าผู้ขายจะเชื่อถือได้หรือไม่ ผู้ซื้อสามารถแต่งตั้งบริษัทตัวแทนผู้ตรวจสินค้าโพ้นทะเล (independent surveyor) ในการตรวจสอบคุณภาพสินค้าและออกหนังสือรับรองการตรวจสอบให้ ดังนั้นต้องระบุในแอลซีด้วยว่า ผู้ขายจะต้องแนบหนังสือรับรองการตรวจสอบสินค้า (inspection certificate) ที่ออกให้โดยตัวแทนของผู้ซื้อแนบไปกับเอกสารขึ้นเงินที่ผู้ขายนำส่งธนาคาร ด้วย
2.2 ประเภทของ Letter of credit
แอลซีที่ใช้ในการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศมี 2 ประเภท คือ
1. แอลซีที่เพิกถอนได้ (Revocable Letter of credit) เมื่อผู้ซื้อขอเปิดแอลซีไปให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศแล้ว ผู้ซื้อหรือธนาคารจะแจ้งยกเลิกเสียเมื่อไหร่ก็ได้ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ขาย ดังนั้นจึงไม่มีนิยมนำมาใช้ในการซื้อขายระหว่างประเทศ
2. แอลซีที่เพิกถอนไม่ได้ (Irrevocable Letter of credit) เมื่อธนาคารของผู้ซื้อเปิดแอลซีไปแล้ว ธนาคารและผู้ซื้อไม่สามารถยกเลิกแอลซีได้ อย่างไรก็ตามแอลซีที่ไม่ได้ระบุว่าเป็นแอลซีที่เพิกถอนได้ ในทางปฎิบัติจะถือว่าเป็นแอลซีที่เพิกถอนไม่ได้
3.3 ชนิดของ Letter of credit
1. Fix L/C คือ แอลซีที่กำหนดแน่นอนทั้งวงเงินและอายุของแอลซี เมื่อครบกำหนดอายุของแอลซีแล้วหรือผู้ขายได้ส่งสินค้าตามวงเงินแอลซีครบถ้วน แล้วจะใช้ในการส่งสินค้าหรือขอรับเงินจากธนาคารอีกไม่ได้
2. Straight Documentary L/C คือ แอลซีที่ธนาคารผู้เปิดแอลซีรับรองว่าจะจ่ายเงินให้แก่ผู้ขายสินค้า เมื่อผู้ขายสินค้าส่งเอกสารไปให้แก่ธนาคารผู้เปิดแอลซีโดยตรงเท่านั้น แอลซีชนิดนี้ถึงแม้ผู้ขายจะเตรียมเอกสารถูกต้องทั้งหมดแต่ส่งเอกสารผ่าน ธนาคารของผู้ขายหรือธนาคารอื่นๆไปยังธนาคารผู้เปิดแอลซี ดังนั้นธนาคารผู้เปิดแอลซีจะไม่จ่ายเงินให้
3. Negotiation Documentary L/C คือ แอลซีที่ธนาคารผู้เปิดแอลซีกำหนดให้ผู้ขายสินค้านำตั๋วเงินพร้อมเอกสาร ประกอบตามที่กำหนดในแอลซีไปขึ้นเงินค่าสินค้ากับธนาคาร ซึ่งแบ่งตามลักษณะการกำหนดธนาคารที่รับซื้อตั๋วเป็น 2 ประเภทดังนี้
- Restricted L/C คือ ธนาคารผู้เปิดแอลซีกำหนดชื่อธนาคารที่จะขึ้นเงืนได้เป็นการเฉพาะเจาะจง
- Unrestricted L/C คือ ธนาคารผู้เปิดแอลซีไม่ได้กำหนดชื่อของธนาคารที่จะขึ้นเงินได้ ดังนั้นผู้ขายสามารถนำตั๋วไปขึ้นเงินกับธนาคารใดๆก็ได้
4. Revolving L/C คือ แอลซีที่เมื่อใช้แล้วสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกหรือใช้หมุนเวียนได้ ผู้ซื้อต้องการให้ผู้ขายใช้ขึ้นเงินในการส่งสินค้าได้เรื่อยๆโดยที่ผู้ซื้อ ไม่ต้องเปิดแอลซีใหม่หรือไม่ต้องมีคำขอแก้ไขเพิ่มจำนวนเงินใหม่ (amendment)โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเปิดแอลซีเป็นจำนวนมาก แอลซีชนิดนี้จะเป็นแอลซีใบเล็กๆที่ใช้แทนใบใหญ่ๆที่เปิดเพียงครั้งเดียวแล้ว ทยอยส่งของเรื่อยๆในช่วงระยะเวลาที่ยาวนาน จึงเหมาะสำหรับการซื้อขายที่ทำกันเป็นประจำ และเป็นสินค้าชนิดเดียวกันที่ซื้อขายเป็นจำนวนมาก ดังนั้นแอลซีนี้จะกำหนดจำนวนเงินที่มากพอสำหรับการส่งออกและขึ้นเงินในแต่ละ ครั้งของผู้ขายจนกว่าจะหมดอายุของแอลซีหรือจนกว่าจะหยุดการส่งสินค้า
การเปิด revolving L/C มี 2 แบบ คือ
- Automactic revolving L/C เป็นแอลซีที่ใช้งานต่อได้ทันที
- Controlled revolving L/C เป็นแอลซีที่ต้องขออนุญาติหรือคำยินยอมจากผู้ซื้อก่อน ผู้ขายจึงจะนำไปใช้งานได้อีก
ข้อควรรู้
- หากผู้ขายส่งสินค้าไม่ครบ อาจกำหนดให้นำสินค้าส่วนที่เหลือไปรวมกับการส่งของในครั้งถัดไปเรียกว่า Accumulative Revolving L/C ถ้าไม่อนุญาตให้นำสินค้าส่วนที่เหลือไปรวมกับการส่งสินค้าครั้งถัดไป เรียกว่า Non-
Accumulative Revolving L/C
5. Transferable L/C คือ แอลซีที่สามารถโอนต่อให้บุคคลอื่นได้ไม่ว่าบุคคลอื่นนั้นจะอยู่ในประเทศ เดียวกันต่างประเทศก็ได้ และโอนให้บุคคลอื่นเพียงรายเดียวหรือหลายรายก็ได้ แต่จะโอนได้เพียงทอดเดียว ผู้รับประโยชน์ (beneficiary) ที่ได้รับโอนมาจะโอนต่อไปให้บุคคลอื่นอีกทอดหนึ่งไม่ได้ และผู้โอนไม่สามารถเพิ่มเงื่อนไขที่นอกเหนือจากแอลซีที่ได้รับมาจากต่าง ประเทศ ยกเว้นจำนวนเงินหรือราคา ระยะเวลาการส่งมอบสินค้า การส่งเอกสาร การหมดอายุของแอลซี โดยจะเป็นการโอนทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน แต่จำนวนเงินที่โอนต้องไม่เกินไปกว่าที่ระบุในแอลซี
6. Back to Back L/C คือ การเปิดแอลซีภายในประเทศ โดยอาศัยหลักประกันแอลซีที่เปิดมาจากต่างประเทศ เพราะ ผู้ขายได้รับแอลซีจากต่างประเทศแต่ไม่มีสินค้าเป็นของตนเอง จึงใช้แอลซีชนิดนี้สั่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิตในประเทศเดียวกัน เพื่อให้ผู้ผลิตส่งสินค้าไปนอกราชอาณาจักรแทน ดังนั้นเงื่อนไขต่างๆในแอลซีฉบับที่สองที่เปิดให้ผู้ผลิตจึงยึดตามแอลซีฉบับ แรก ยกเว้นราคาสินค้าเท่านั้นที่มีราคาต่ำกว่าแอลซีฉบับแรก เมื่อมีการส่งมอบสินค้าผู้ผลิตจะนำเอกสารไปขึ้นเงินที่ธนาคารของผู้ขาย ผู้ขายจะนำเอกสารต่างๆพร้อมตั๋วขึ้นเงินของผู้ขายไปยื่นต่อธนาคาร ธนาคารจะทำการ negotiate L/C ทั้งสองฉบับพร้อมกัน โดยนำเงินที่ได้จากแอลซีฉบับแรกไปชำระค่าสินค้าให้แก่ผู้ผลิตจามแอลซีฉบับ ที่สอง และนำส่วนต่างค่าสินค้าที่ได้เข้าบัญชีของผู้ขาย
7. Red Clause L/C คือ แอลซีที่ผู้ซื้อเปิดให้ผู้ขาย โดยอนุญาติให้ผู้ขายรับเงินค่าสินค้าบางส่วนหรือทั้งหมดไปก่อนการส่งสินค้า เมื่อผู้ขายรับเงินค่าสินค้าล่วงหน้าไปแล้ว ธนาคารผู้รับแอลซี (advising bank) จะส่งเอกสารการจ่ายเงินไปเรียกเก็บค่าสินค้าจากผู้ขายในทันที ส่วนเอกสารการส่งออกจะส่งตามไปภายหลังจากที่ผู้ขายได้ส่งออกสินค้าและนำ เอกสารมามอบต่อธนาคารแล้ว แอลซีชนิดนี้ถือเป็นสินเชื่อที่ผู้ซื้อให้แก่ผู้ส่งออก ดังนั้นผู้ซื้อต้องมีความไว้วางใจในผู้ขายเป็นอย่างมาก โดยผู้ขายต้องจ่ายดอกเบี้ยและไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยขึ้นอยู่กัยข้อตกลง
8. Stand by L/C คือ แอลซีที่ใช้ในการค้ำประกันค่าสินค้าหรือบริการ ค้ำประกันเงินกู้ ค้ำประกันการออก Letter of Guarantee
9. Domestic L/C or Local L/C คือ แอลซีที่ผู้ซื้อสินค้าเปิดให้แก่ผู้ขายที่อยู่ในประเทศเดียวกัน ซึ่งเป็นการซื่อสินค้าภายในประเทศหรือส่งออกไปยังต่างประเทศก็ได้ สกุลเงินที่ใช้เป็นสกุลเงินท้องถิ่น
4.4 ความน่าเชื่อถือของ Letter of credit
ผู้ขายจะแน่ใจได้อย่างไรว่าแอลซีที่เปิดมาจากผู้ซื้อมีความน่าเชื่อถือเพียง ไร ดังนั้นธนาคารจึงมีส่วนสำคัญในการที่จะเพิ่มคำรับรองว่าจะจ่ายค่าสินค้าให้ แก่ผู้ขาย เมื่อมีการซื้อขายครั้งแรก ผู้ขายอาจร้องขอให้ผู้ซื้อเปิดแอลซีที่เพิ่มคำรับรองว่าจะรับซื้อตั๋วของ ธนาคารผู้รับแอลซี เพื่อเป็นหลักประกันในการที่จะได้รับการชำระค่าสินค้าจากธนาคารผู้รับแอลซี ที่อยู่ในประเทศของผู้ขาย แอลซีที่ใช้ในการชำระค่าสินค้าสามารถจำแนกความน่าเชื่อถือได้ 2 แบบ คือ
1. แอลซีที่ไม่มีการเพิ่มคำรับรองว่าจะรับซื้อตั๋ว (Letter of credit without adding confirmation) คือ แอลซีที่ธนาคารผู้เปิดแอลซีไม่ได้ร้องขอให้ธนาคารตัวแทนผู้รับแอลซีเพิ่มคำ รับรองให้ผู้ขายว่าจะเข้าร่วมผูกพันในการชำระค่าสินค้าร่วมกับธนาคารผู้เปิด แอลซี ดังนั้นธนาคารผู้รับแอลซีจะดำเนินการเพิ่มคำรับรองดังกล่าวโดยพลการให้แก่ ผู้ขายไม่ได้
2. แอลซีที่มีการเพิ่มคำรับรองว่าจะรับซื้อตั๋ว (Letter of credit with adding confirmation) คือ แอลซีที่ธนาคารผู้เปิดแอลซีได้ร้องขอให้ธนาคารตัวแทนผู้รับแอลซีเพิ่มคำ รับรองให้ผู้ขายว่าจะเข้าร่วมผูกพันในการชำระค่าสินค้าร่วมกับธนาคารผู้เปิด แอลซี ทำให้ผู้ขายมั่นใจว่าจะได้รับการชำระค่าสินค้าจากธนาคารที่ยืนยันแอลซี ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับธนาคารผู้เปิดแอลซีหรือประเทศของธนาคารผู้เปิดแอล ซีก็ตาม
ข้อความที่พบเสมอในแอลซีที่เพิ่มคำรับรอง คือ This credit is confirmed by us and we undertake that all documents presented in accordance with the terms and conditions of this credit will be honored by us.
ข้อควรรู้
- ธนาคารผู้รับแอลซีจะเพิ่มคำรับรองให้แก่ผู้ขายหรือไม่ก็ได้
- หากธนาคารผู้รับแอลซีไม่เพิ่มคำรับรองให้แก่ผู้ขาย ผู้ขายจะร้องขอให้ธนาคารผู้รับแอลซีจัดหาธนาคารอื่นมาเพิ่มคำรับรองให้ก็ สามารถกระทำได้
- แอลซีที่ได้รับการยืนยันเรียกว่า Confirmed L/C ส่วนธนาคารที่ยืนยันเรียกว่า Confirming Bank
- ค่าใช้จ่ายในการ confirm L/C โดยปรกติจะเป็นของผู้ขาย ซึ่งธนาคารอาจเรียกเก็บในอัตราที่สูงมากขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงินของประเทศ และฐานะของธนาคารผู้เปิดแอลซี
- แอลซีที่ได้รับการยืนยันแล้ว หากมีคำขอแก้ไขเพิ่มเติม (amendment) มาจากผู้ซื้อ มิได้หมายความว่าคำขอแก้ไขเพิ่มเติมนั้นจะได้รับการยืนยันด้วย
5.5 แนวทางปฎิบัติโดยสากลของ Letter of credit (UCP500)UCP500 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับประเพณีและพิธีการที่เกี่ยวกับแอลซีที่มีเอกสาร ประกอบ (The uniforms custom & practice for documentary credits,1993 revision, ICC publication no.500) ที่บัญญติขึ้นโดยสภาหอการค้าระหว่างประเทศ (International Chamber of Commerce) หรือเรียกย่อว่า I.C.C. เป็นบทบัญญัติที่ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งจะต้องปฎิบัติเป็นมาตรฐานที่เหมือนกัน หมดทั่วโลก และถือเป็นส่วนหนึ่งในสัญญาที่ผู้ซื้อและผู้ขายและธนาคารทุกฝ่ายที่เกี่ยว ข้องจะต้องปฎิบัติตามและมีผลผูกมัดในการซื้อขายที่กระทำโดยแอลซีนั้นๆ
ข้อความที่พบในแอลซีเกี่ยวกับการระบุให้มีผลบังคับใช้ “ประเพณีและพิธีการเกี่ยวกับแอลซีที่มีเอกสารประกอบ” คือ Subject to uniform customs & practice for documentary credit,international chamber of commerce publication no.500 หรือ Subject to UCP500 หรือ Subject to UCP 1993 revision, ICC publication No.500
3. การชำระเงินโดยวิธีการเรียกเก็บผ่านธนาคาร (Bill for collection)เป็น การเรียกเก็บเงินค่าสินค้าผ่านธนาคาร โดยยึดถือข้อปฎิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับตั๋วเรียกเก็บฉบับที่ 522 ปี ค.ศ.1955 (URC522) ของสภาหอการค้านานาชาติ แบ่งได้เป็น 2 ชนิดดังนี้
1. D/P (Document Against Payment)b> คือ ผู้ขายส่งเอกสารไปเรียกเก็บเงินค่าสินค้าที่ส่งไปให้ผู้ซื้อผ่านธนาคารของ ผู้ขายไปยังธนาคารตัวแทนในประเทศของผู้ซื้อ เพื่อเรียกเก็บค่าสินค้าก่อนการส่งมอบเอกสาร ซึ่งมี 2 แบบ คือ
- D/P sight คือ ผู้ซื้อจะต้องชำระค่าสินค้าก่อนจึงจะรับเอกสารจากธนาคารไปออกของได้
- D/P term คือ ผู้ซื้อต้องชำระค่าสินค้าภายในเวลาที่กำหนดในตั๋วก่อน จึงจะรับเอกสารจากธนาคารไปออกของได้ เช่น 30 วันหรือ 90 วัน
2. D/A (Document Against Acceptance)b> คือ ผู้ขายส่งเอกสารไปให้ผู้ซื้อผ่านธนาคารของผู้ขายไปยังธนาคารตัวแทนในประเทศ ของผู้ซื้อ เพื่อให้ผู้ซื้อนำเอกสารจากธนาคารไปออกของก่อนการชำระเงิน โดยเทอมนี้ต้องกำหนดจำนวนวันจ่ายเงินด้วย เช่น 30 วันหรือ 120 วัน
3. การชำระค่าสินค้าโดยวิธี Open Account
เป็นการที่ผู้ขายและผู้ซื้อตกลงซื้อขายกันโดยตรง โดยผู้ขายจะส่งสินค้าไปให้แก่ผู้ซื้อก่อน เมื่อผู้ซื้อได้รับสินค้าแล้วจึงไปติดต่อธนาคารเพื่อโอนเงินค่าสินค้าให้ผู้ ขายตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น 30 วันหรือ 60 วัน หลังจากที่ได้รับสินค้าหรือเห็นเอกสารตามแต่จะตกลงกัน ซึ่งเป็นการโอนทาง T/T Remittance หรือตั๋วเงิน การวื้อขายด้วยวิธีนี้ผู้ขายเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพราะไม่มีหลักประกันว่าผู้ ซื้อจะชำระค่าสินค้าให้แก่ผู้ขาย ธนาคารเข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อมีการโอนเงินเท่านั้น
เมื่อมีการซื้อขายสินค้าในธุรกรรมระหว่างประเทศเกิดขึ้น การชำระเงินค่าสินค้าที่ผู้ซื้ออยู่ในประเทศหนึ่ง และผู้ขายอยู่ในอีกประเทศหนึ่ง สามารถกระทำได้หลายวิธีดังนี้
1. การชำระโดยตรงด้วยการโอนเงิน
ผู้ซื้อชำระเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายด้วยการโอนเงินก่อนการส่งมอบสินค้า (T/T) การซื้อขายในเทอมนี้ผู้ซื้อจะเสียเปรียบหากผู้ขายไม่ส่งสินค้าให้ ในภายหลัง หากจะใช้เทอมนี้ผู้ซื้อและผู้ขายต้องเป็นทำธุรกิจร่วมกันมานาน เพราะใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นพิ้นฐานในการรับประกัน
.
2. การชำระโดยผ่านธนาคาร
ในธุรกิจระหว่างประเทศ การชำระเงินที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ ชำระเงินผ่านธนาคาร ซึ่งมี 4 ประเภทดังนี้
• การชำระเงินด้วย Letter of credit (L/C)
• การชำระเงินโดยวิธีเรียกเก็บจากธนาคาร (Bill for collection)
• การชำระเงินแบบ Open Account
• การชำระเงินแบบ Consignment
1.1 การชำระเงินด้วย Letter of credit
เป็นการชำระเงินค่าสินค้าผ่านธนาคาร เพราะเป็นหลักประกันว่าผู้ขายจะได้รับเงินค่าสินค้าเมื่อมีการส่งมอบสินค้า ลงเรือหรือยานพาหนะขนส่งตามแต่ที่ได้ตกลงไว้ และผู้ซื้อสินค้าจะได้รับสินค้าเมื่อจ่ายเงินค่าสินค้า
L/C เป็นตราสารทางการค้าซึ่งออกโดยธนาคารพาณิชย์จามคำสั่งของผู้ซื้อ (applicant) ซึ่งเป็นลูกค้าของธนาคารในประเทศหนึ่ง เพื่อส่งไปให้แก่ผู้รับประโยชน์ (beneficiary) ซึ่งเป็นผู้ขายในอีกประเทศหนึ่ง โดยส่งผ่านธนาคารผู้รับแอลซีในประเทศของผู้ขาย (advising bank) ตราสารนี้เป็นคำรับรองหรือสัญญาของธนาคารผู้เปิดแอลซีว่าจะจ่ายเงินเงินตาม ที่ระบุไว้ในแอลซีให้แก่ผู้ขายสินค้า เมื่อผู้ขายสินค้าส่งมอบสินค้า และได้แสดงเอกสารให้แก่ธนาคารผู้รับซื้อเอกสารและตั๋วเงิน (negotiating bank) ได้ครบถ้สนถูกต้องตามที่ระบุไว้ในแอลซี ตลอดจนเงื่อนไขต่างๆและระยะเวลาที่กำหนดในแอลซีด้วย
ข้อควรรู้
- เงื่อนไขต่างๆในแอลซีจะใช้ควบคุมได้เฉพาะความถูกต้องของเอกสารเท่านั้น ไม่สามารถควบคุมตัวสินค้าได้
- ในส่วนคุณภาพของสินค้า หากผู้ซื้อไม่แน่ใจว่าผู้ขายจะเชื่อถือได้หรือไม่ ผู้ซื้อสามารถแต่งตั้งบริษัทตัวแทนผู้ตรวจสินค้าโพ้นทะเล (independent surveyor) ในการตรวจสอบคุณภาพสินค้าและออกหนังสือรับรองการตรวจสอบให้ ดังนั้นต้องระบุในแอลซีด้วยว่า ผู้ขายจะต้องแนบหนังสือรับรองการตรวจสอบสินค้า (inspection certificate) ที่ออกให้โดยตัวแทนของผู้ซื้อแนบไปกับเอกสารขึ้นเงินที่ผู้ขายนำส่งธนาคาร ด้วย
2.2 ประเภทของ Letter of credit
แอลซีที่ใช้ในการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศมี 2 ประเภท คือ
1. แอลซีที่เพิกถอนได้ (Revocable Letter of credit) เมื่อผู้ซื้อขอเปิดแอลซีไปให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศแล้ว ผู้ซื้อหรือธนาคารจะแจ้งยกเลิกเสียเมื่อไหร่ก็ได้ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ขาย ดังนั้นจึงไม่มีนิยมนำมาใช้ในการซื้อขายระหว่างประเทศ
2. แอลซีที่เพิกถอนไม่ได้ (Irrevocable Letter of credit) เมื่อธนาคารของผู้ซื้อเปิดแอลซีไปแล้ว ธนาคารและผู้ซื้อไม่สามารถยกเลิกแอลซีได้ อย่างไรก็ตามแอลซีที่ไม่ได้ระบุว่าเป็นแอลซีที่เพิกถอนได้ ในทางปฎิบัติจะถือว่าเป็นแอลซีที่เพิกถอนไม่ได้
3.3 ชนิดของ Letter of credit
1. Fix L/C คือ แอลซีที่กำหนดแน่นอนทั้งวงเงินและอายุของแอลซี เมื่อครบกำหนดอายุของแอลซีแล้วหรือผู้ขายได้ส่งสินค้าตามวงเงินแอลซีครบถ้วน แล้วจะใช้ในการส่งสินค้าหรือขอรับเงินจากธนาคารอีกไม่ได้
2. Straight Documentary L/C คือ แอลซีที่ธนาคารผู้เปิดแอลซีรับรองว่าจะจ่ายเงินให้แก่ผู้ขายสินค้า เมื่อผู้ขายสินค้าส่งเอกสารไปให้แก่ธนาคารผู้เปิดแอลซีโดยตรงเท่านั้น แอลซีชนิดนี้ถึงแม้ผู้ขายจะเตรียมเอกสารถูกต้องทั้งหมดแต่ส่งเอกสารผ่าน ธนาคารของผู้ขายหรือธนาคารอื่นๆไปยังธนาคารผู้เปิดแอลซี ดังนั้นธนาคารผู้เปิดแอลซีจะไม่จ่ายเงินให้
3. Negotiation Documentary L/C คือ แอลซีที่ธนาคารผู้เปิดแอลซีกำหนดให้ผู้ขายสินค้านำตั๋วเงินพร้อมเอกสาร ประกอบตามที่กำหนดในแอลซีไปขึ้นเงินค่าสินค้ากับธนาคาร ซึ่งแบ่งตามลักษณะการกำหนดธนาคารที่รับซื้อตั๋วเป็น 2 ประเภทดังนี้
- Restricted L/C คือ ธนาคารผู้เปิดแอลซีกำหนดชื่อธนาคารที่จะขึ้นเงืนได้เป็นการเฉพาะเจาะจง
- Unrestricted L/C คือ ธนาคารผู้เปิดแอลซีไม่ได้กำหนดชื่อของธนาคารที่จะขึ้นเงินได้ ดังนั้นผู้ขายสามารถนำตั๋วไปขึ้นเงินกับธนาคารใดๆก็ได้
4. Revolving L/C คือ แอลซีที่เมื่อใช้แล้วสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกหรือใช้หมุนเวียนได้ ผู้ซื้อต้องการให้ผู้ขายใช้ขึ้นเงินในการส่งสินค้าได้เรื่อยๆโดยที่ผู้ซื้อ ไม่ต้องเปิดแอลซีใหม่หรือไม่ต้องมีคำขอแก้ไขเพิ่มจำนวนเงินใหม่ (amendment)โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเปิดแอลซีเป็นจำนวนมาก แอลซีชนิดนี้จะเป็นแอลซีใบเล็กๆที่ใช้แทนใบใหญ่ๆที่เปิดเพียงครั้งเดียวแล้ว ทยอยส่งของเรื่อยๆในช่วงระยะเวลาที่ยาวนาน จึงเหมาะสำหรับการซื้อขายที่ทำกันเป็นประจำ และเป็นสินค้าชนิดเดียวกันที่ซื้อขายเป็นจำนวนมาก ดังนั้นแอลซีนี้จะกำหนดจำนวนเงินที่มากพอสำหรับการส่งออกและขึ้นเงินในแต่ละ ครั้งของผู้ขายจนกว่าจะหมดอายุของแอลซีหรือจนกว่าจะหยุดการส่งสินค้า
การเปิด revolving L/C มี 2 แบบ คือ
- Automactic revolving L/C เป็นแอลซีที่ใช้งานต่อได้ทันที
- Controlled revolving L/C เป็นแอลซีที่ต้องขออนุญาติหรือคำยินยอมจากผู้ซื้อก่อน ผู้ขายจึงจะนำไปใช้งานได้อีก
ข้อควรรู้
- หากผู้ขายส่งสินค้าไม่ครบ อาจกำหนดให้นำสินค้าส่วนที่เหลือไปรวมกับการส่งของในครั้งถัดไปเรียกว่า Accumulative Revolving L/C ถ้าไม่อนุญาตให้นำสินค้าส่วนที่เหลือไปรวมกับการส่งสินค้าครั้งถัดไป เรียกว่า Non-
Accumulative Revolving L/C
5. Transferable L/C คือ แอลซีที่สามารถโอนต่อให้บุคคลอื่นได้ไม่ว่าบุคคลอื่นนั้นจะอยู่ในประเทศ เดียวกันต่างประเทศก็ได้ และโอนให้บุคคลอื่นเพียงรายเดียวหรือหลายรายก็ได้ แต่จะโอนได้เพียงทอดเดียว ผู้รับประโยชน์ (beneficiary) ที่ได้รับโอนมาจะโอนต่อไปให้บุคคลอื่นอีกทอดหนึ่งไม่ได้ และผู้โอนไม่สามารถเพิ่มเงื่อนไขที่นอกเหนือจากแอลซีที่ได้รับมาจากต่าง ประเทศ ยกเว้นจำนวนเงินหรือราคา ระยะเวลาการส่งมอบสินค้า การส่งเอกสาร การหมดอายุของแอลซี โดยจะเป็นการโอนทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน แต่จำนวนเงินที่โอนต้องไม่เกินไปกว่าที่ระบุในแอลซี
6. Back to Back L/C คือ การเปิดแอลซีภายในประเทศ โดยอาศัยหลักประกันแอลซีที่เปิดมาจากต่างประเทศ เพราะ ผู้ขายได้รับแอลซีจากต่างประเทศแต่ไม่มีสินค้าเป็นของตนเอง จึงใช้แอลซีชนิดนี้สั่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิตในประเทศเดียวกัน เพื่อให้ผู้ผลิตส่งสินค้าไปนอกราชอาณาจักรแทน ดังนั้นเงื่อนไขต่างๆในแอลซีฉบับที่สองที่เปิดให้ผู้ผลิตจึงยึดตามแอลซีฉบับ แรก ยกเว้นราคาสินค้าเท่านั้นที่มีราคาต่ำกว่าแอลซีฉบับแรก เมื่อมีการส่งมอบสินค้าผู้ผลิตจะนำเอกสารไปขึ้นเงินที่ธนาคารของผู้ขาย ผู้ขายจะนำเอกสารต่างๆพร้อมตั๋วขึ้นเงินของผู้ขายไปยื่นต่อธนาคาร ธนาคารจะทำการ negotiate L/C ทั้งสองฉบับพร้อมกัน โดยนำเงินที่ได้จากแอลซีฉบับแรกไปชำระค่าสินค้าให้แก่ผู้ผลิตจามแอลซีฉบับ ที่สอง และนำส่วนต่างค่าสินค้าที่ได้เข้าบัญชีของผู้ขาย
7. Red Clause L/C คือ แอลซีที่ผู้ซื้อเปิดให้ผู้ขาย โดยอนุญาติให้ผู้ขายรับเงินค่าสินค้าบางส่วนหรือทั้งหมดไปก่อนการส่งสินค้า เมื่อผู้ขายรับเงินค่าสินค้าล่วงหน้าไปแล้ว ธนาคารผู้รับแอลซี (advising bank) จะส่งเอกสารการจ่ายเงินไปเรียกเก็บค่าสินค้าจากผู้ขายในทันที ส่วนเอกสารการส่งออกจะส่งตามไปภายหลังจากที่ผู้ขายได้ส่งออกสินค้าและนำ เอกสารมามอบต่อธนาคารแล้ว แอลซีชนิดนี้ถือเป็นสินเชื่อที่ผู้ซื้อให้แก่ผู้ส่งออก ดังนั้นผู้ซื้อต้องมีความไว้วางใจในผู้ขายเป็นอย่างมาก โดยผู้ขายต้องจ่ายดอกเบี้ยและไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยขึ้นอยู่กัยข้อตกลง
8. Stand by L/C คือ แอลซีที่ใช้ในการค้ำประกันค่าสินค้าหรือบริการ ค้ำประกันเงินกู้ ค้ำประกันการออก Letter of Guarantee
9. Domestic L/C or Local L/C คือ แอลซีที่ผู้ซื้อสินค้าเปิดให้แก่ผู้ขายที่อยู่ในประเทศเดียวกัน ซึ่งเป็นการซื่อสินค้าภายในประเทศหรือส่งออกไปยังต่างประเทศก็ได้ สกุลเงินที่ใช้เป็นสกุลเงินท้องถิ่น
4.4 ความน่าเชื่อถือของ Letter of credit
ผู้ขายจะแน่ใจได้อย่างไรว่าแอลซีที่เปิดมาจากผู้ซื้อมีความน่าเชื่อถือเพียง ไร ดังนั้นธนาคารจึงมีส่วนสำคัญในการที่จะเพิ่มคำรับรองว่าจะจ่ายค่าสินค้าให้ แก่ผู้ขาย เมื่อมีการซื้อขายครั้งแรก ผู้ขายอาจร้องขอให้ผู้ซื้อเปิดแอลซีที่เพิ่มคำรับรองว่าจะรับซื้อตั๋วของ ธนาคารผู้รับแอลซี เพื่อเป็นหลักประกันในการที่จะได้รับการชำระค่าสินค้าจากธนาคารผู้รับแอลซี ที่อยู่ในประเทศของผู้ขาย แอลซีที่ใช้ในการชำระค่าสินค้าสามารถจำแนกความน่าเชื่อถือได้ 2 แบบ คือ
1. แอลซีที่ไม่มีการเพิ่มคำรับรองว่าจะรับซื้อตั๋ว (Letter of credit without adding confirmation) คือ แอลซีที่ธนาคารผู้เปิดแอลซีไม่ได้ร้องขอให้ธนาคารตัวแทนผู้รับแอลซีเพิ่มคำ รับรองให้ผู้ขายว่าจะเข้าร่วมผูกพันในการชำระค่าสินค้าร่วมกับธนาคารผู้เปิด แอลซี ดังนั้นธนาคารผู้รับแอลซีจะดำเนินการเพิ่มคำรับรองดังกล่าวโดยพลการให้แก่ ผู้ขายไม่ได้
2. แอลซีที่มีการเพิ่มคำรับรองว่าจะรับซื้อตั๋ว (Letter of credit with adding confirmation) คือ แอลซีที่ธนาคารผู้เปิดแอลซีได้ร้องขอให้ธนาคารตัวแทนผู้รับแอลซีเพิ่มคำ รับรองให้ผู้ขายว่าจะเข้าร่วมผูกพันในการชำระค่าสินค้าร่วมกับธนาคารผู้เปิด แอลซี ทำให้ผู้ขายมั่นใจว่าจะได้รับการชำระค่าสินค้าจากธนาคารที่ยืนยันแอลซี ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับธนาคารผู้เปิดแอลซีหรือประเทศของธนาคารผู้เปิดแอล ซีก็ตาม
ข้อความที่พบเสมอในแอลซีที่เพิ่มคำรับรอง คือ This credit is confirmed by us and we undertake that all documents presented in accordance with the terms and conditions of this credit will be honored by us.
ข้อควรรู้
- ธนาคารผู้รับแอลซีจะเพิ่มคำรับรองให้แก่ผู้ขายหรือไม่ก็ได้
- หากธนาคารผู้รับแอลซีไม่เพิ่มคำรับรองให้แก่ผู้ขาย ผู้ขายจะร้องขอให้ธนาคารผู้รับแอลซีจัดหาธนาคารอื่นมาเพิ่มคำรับรองให้ก็ สามารถกระทำได้
- แอลซีที่ได้รับการยืนยันเรียกว่า Confirmed L/C ส่วนธนาคารที่ยืนยันเรียกว่า Confirming Bank
- ค่าใช้จ่ายในการ confirm L/C โดยปรกติจะเป็นของผู้ขาย ซึ่งธนาคารอาจเรียกเก็บในอัตราที่สูงมากขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงินของประเทศ และฐานะของธนาคารผู้เปิดแอลซี
- แอลซีที่ได้รับการยืนยันแล้ว หากมีคำขอแก้ไขเพิ่มเติม (amendment) มาจากผู้ซื้อ มิได้หมายความว่าคำขอแก้ไขเพิ่มเติมนั้นจะได้รับการยืนยันด้วย
5.5 แนวทางปฎิบัติโดยสากลของ Letter of credit (UCP500)UCP500 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับประเพณีและพิธีการที่เกี่ยวกับแอลซีที่มีเอกสาร ประกอบ (The uniforms custom & practice for documentary credits,1993 revision, ICC publication no.500) ที่บัญญติขึ้นโดยสภาหอการค้าระหว่างประเทศ (International Chamber of Commerce) หรือเรียกย่อว่า I.C.C. เป็นบทบัญญัติที่ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งจะต้องปฎิบัติเป็นมาตรฐานที่เหมือนกัน หมดทั่วโลก และถือเป็นส่วนหนึ่งในสัญญาที่ผู้ซื้อและผู้ขายและธนาคารทุกฝ่ายที่เกี่ยว ข้องจะต้องปฎิบัติตามและมีผลผูกมัดในการซื้อขายที่กระทำโดยแอลซีนั้นๆ
ข้อความที่พบในแอลซีเกี่ยวกับการระบุให้มีผลบังคับใช้ “ประเพณีและพิธีการเกี่ยวกับแอลซีที่มีเอกสารประกอบ” คือ Subject to uniform customs & practice for documentary credit,international chamber of commerce publication no.500 หรือ Subject to UCP500 หรือ Subject to UCP 1993 revision, ICC publication No.500
3. การชำระเงินโดยวิธีการเรียกเก็บผ่านธนาคาร (Bill for collection)เป็น การเรียกเก็บเงินค่าสินค้าผ่านธนาคาร โดยยึดถือข้อปฎิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับตั๋วเรียกเก็บฉบับที่ 522 ปี ค.ศ.1955 (URC522) ของสภาหอการค้านานาชาติ แบ่งได้เป็น 2 ชนิดดังนี้
1. D/P (Document Against Payment)b> คือ ผู้ขายส่งเอกสารไปเรียกเก็บเงินค่าสินค้าที่ส่งไปให้ผู้ซื้อผ่านธนาคารของ ผู้ขายไปยังธนาคารตัวแทนในประเทศของผู้ซื้อ เพื่อเรียกเก็บค่าสินค้าก่อนการส่งมอบเอกสาร ซึ่งมี 2 แบบ คือ
- D/P sight คือ ผู้ซื้อจะต้องชำระค่าสินค้าก่อนจึงจะรับเอกสารจากธนาคารไปออกของได้
- D/P term คือ ผู้ซื้อต้องชำระค่าสินค้าภายในเวลาที่กำหนดในตั๋วก่อน จึงจะรับเอกสารจากธนาคารไปออกของได้ เช่น 30 วันหรือ 90 วัน
2. D/A (Document Against Acceptance)b> คือ ผู้ขายส่งเอกสารไปให้ผู้ซื้อผ่านธนาคารของผู้ขายไปยังธนาคารตัวแทนในประเทศ ของผู้ซื้อ เพื่อให้ผู้ซื้อนำเอกสารจากธนาคารไปออกของก่อนการชำระเงิน โดยเทอมนี้ต้องกำหนดจำนวนวันจ่ายเงินด้วย เช่น 30 วันหรือ 120 วัน
3. การชำระค่าสินค้าโดยวิธี Open Account
เป็นการที่ผู้ขายและผู้ซื้อตกลงซื้อขายกันโดยตรง โดยผู้ขายจะส่งสินค้าไปให้แก่ผู้ซื้อก่อน เมื่อผู้ซื้อได้รับสินค้าแล้วจึงไปติดต่อธนาคารเพื่อโอนเงินค่าสินค้าให้ผู้ ขายตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น 30 วันหรือ 60 วัน หลังจากที่ได้รับสินค้าหรือเห็นเอกสารตามแต่จะตกลงกัน ซึ่งเป็นการโอนทาง T/T Remittance หรือตั๋วเงิน การวื้อขายด้วยวิธีนี้ผู้ขายเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพราะไม่มีหลักประกันว่าผู้ ซื้อจะชำระค่าสินค้าให้แก่ผู้ขาย ธนาคารเข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อมีการโอนเงินเท่านั้น
ขอขอบคุณที่มา: http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=import&group=2
วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554
INTERNATIONAL ORGANAZATION
อักษรย่อ: ใช้ภายในสำนักเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ
ภาษาอังกฤษ + ภาษาไทย
ส่วนเจรจาเขตการค้าเสรี
เขตการค้าเสรี
(AKFTA) Asean - Korea Free Trade Agreement
ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-เกาหลี
(BIMSTEC) Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic
Cooperation
Cooperation
ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการกลุ่มประเทศในอ่าวเบงกอล 7 ประเทศ ได้แก่ บังคลาเทศ ภูฎานอินเดีย พม่า เนปาล ศรีลังกา และไทย
(EFTA) The European Free Trade Association
ความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-สมาคมการค้าเสรียุโรป
(JTEPA) Japan-Thailand Economic Partnership
ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น
(TUSFTA) Thailand-United States Free Trade Agreement
ความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐอเมริกา
(TIFTA) Thailand-India Free Trade Agreement
ความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย
(TAFTA) Thailand-Australia Free Trade Agreement
ความคกลงเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย
ส่วนองค์การการค้าโลก
(WTO) World Trade Organization
องค์การการค้าโลก
ส่วนองค์การระหว่างประเทศ
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ
(UNCTAD) United Nations Conference on Trade and Development
การประชุมสหประชาชาติเพื่อการค้าและการพัฒนา หรืออังค์ถัด
(UNESCAP) United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific
คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค
(OECD) Organization for Economic Co-operation and Development
องค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (APCAEM) Asian and Pacific Centre for Agricultral Engineering and Machinery
ศูนย์วิศวกรรมการเกษตรและเครื่องจักรกลสำหรับภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิค
(CIRDAP) Centre on Integrated Rural Development for Asia and the Pacific
ศูนย์การพัฒนาชนบทครบวงจรสำหรับเอเชียและแปซิฟิค
(WFP) World Food Program
โครงการอาหารโลก
(CAPSA) Centre for Alleviation of Poverty through Secondary Crop Development inAsia and the Pacific
ศูนย์ลดความยากจนโดยผ่านโครงการการเพาะปลูกรอบที่ 2 ภายในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค
(IFAD) International Fund for Agricultural Development
กองทุนระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาเกษตรกรรม
ส่วนความมือทวิภาคีและพหุภาคี
กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน
(IMT-GT) Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle
สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ อินโดนีเชีย-มาเลเชีย-ไทย
(ASEAN) The Association of Southeast Asian Nations
สมาคมแห่งชาติเอเชียตะออกเฉียงใต้
(APEC) Asia-Pacific Economic Corporation
ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิค
(EU) European Union
ประชาคมยุโรป
(ASEM) Asia-Europe Meeting
การประชุมเอเชีย-ยุโรป
(ACD) Asia Cooperation Dialogue
ความร่วมมือเอเชีย
(GMS) Greater Mekong Sub-Region Economic Cooperation
โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง
ขอขอบคุณ ที่มา: http://www.oae.go.th/ewt_news.php?nid=4231
วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
Incoterms
INCOTERMS เป็นข้อตกลงในการส่งมอบทางการค้าระหว่างประเทศที่ผู้ซื้อและผู้ขายต้องนำมาระบุไว้ในสัญญาซื้อขายเพื่อจะได้ทราบถึงหน้าที่ซึ่งแต่ละฝ่ายต้องปฏิบัติให้แก่กัน ฉะนั้น ก่อนที่จะทำการตกลงซื้อขายทุกครั้ง คู่ค้าจึงควรที่จะคำนึงถึงข้อตกลงในการส่งมอบเป็นลำดับแรก โดยพิจารณาจากหลายๆปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น อำนาจต่อรองของแต่ละฝ่าย บริการเกี่ยวกับการขนส่ง กฎเกณฑ์ในการสั่งเข้า-ส่งออกของประเทศที่เกี่ยวข้อง การได้เปรียบจากขีดความสามารถและความชำนาญของแต่ละฝ่าย รวมทั้งราคาของสินค้าที่จะเพิ่มหรือลดลงในแต่ละข้อตกลง (TERM) การนำ INCOTERMS มาใช้นั้นทำให้สามารถทราบได้แน่ชัดว่าฝ่ายใดเป็นผู้รับภาระของค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงต่ออุบัติภัยหรือการสูญหายในระหว่างการเคลื่อนย้ายตัวสินค้าจากมือผู้ขายไปยังผู้ซื้อ ซึ่งผู้ขายจะหมดภาระลงก็ต่อเมื่อส่งมอบสินค้าให้ถึง ณ จุดที่ได้กำหนดขึ้นไว้ การแก้ไขปรับปรุง INCOTERMS ในปีคศ. 1990 นั้น ได้จัดแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม เพื่อให้ง่ายและเป็นการบ่งชี้ถึงภาระหน้าที่ในเรื่องค่าใชจ่าย และ อุบัติภัยจากน้อยไปมากดังนี้....... กลุ่ม E : เป็นกลุ่มที่ผู้ขายจะส่งมอบสินค้า ณ ร้านหรือโรงงานของผู้ขาย (At Seller’s Premises) ซึ่งค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงในการเคลื่อนย้ายสินค้าย่อมจะต้องเป็นภาระของผู้ซื้อทั้งหมด ในกลุ่มนี้มีอยู่เพียง1 ข้อตกลง คือ.... EXW. เรียกเต็มๆว่า EX WORK หรือบางครั้งอาจเรียกว่า EX FACTORY, EX WAREHOUSE หรือ EX แล้วต่อท้ายด้วยคำที่หมายถึงสถานที่ของผู้ขาย เงื่อนไขนี้เน้นการส่งมอบที่ต้นทาง ซึ่งผู้ขายจะรับภาระน้อยที่สุด เนื่องจากทั้งค่าขนส่งในประเทศผู้ขายและค่าระวางขนส่งระหว่างประเทศ (Main Carriage) จากจุดต้นทาง จะเป็นค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงภัยที่ผู้ซื้อต้องรับภาระ กลุ่ม F : เป็นกลุ่มที่ผู้ขายจะส่งมอบสินค้าให้ไว้ ณ สถานที่ของผู้รับขน (At Carrier’ Premises) หรือลงไว้ในยานพาหนะของผู้รับขน (On Board) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ข้อตกลง ซึ่งค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงจากอุบัติภัยใดๆ ในการเคลื่อนย้ายตัวสินค้าจากจุดที่ผู้ขายส่งมอบ ย่อมจะต้องเป็นของผู้ซื้อทั้งหมด ในกลุ่มนี้ ประกอบด้วย 3 ข้อตกลงคือ..... FCA. (Free Carrier) FAS. (Free Alongside Ship) FOB. (Free On Board) ในกลุ่มนี้เน้นที่ค่าระวางขนส่งหลัก (Main Carriage) ซึ่งจะต้องเรียกเก็บเอาที่ปลายทางอีกทั้งค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงทั้งหมดตกเป็นของผู้ซื้อ กลุ่ม C : เป็นกลุ่มที่ผู้ขายจะส่งมอบสินค้าให้ไว้ ณ สถานที่ของผู้รับขนส่งหรือส่งมอบสินค้าลงในยานพาหนะของผู้รับขนเช่นเดียวกัน แต่ผู้ขายมีภาระต้องชำระค่าระวางขนส่งหลักด้วย ส่วนเรื่องความเสี่ยงในการเคลื่อนย้ายตัวสินค้าจากจุดที่ผู้ขายส่งมอบจะถือว่าเป็นภาระของผู้ซื้อต้องรับผิดชอบเอง ถึงแม้บางข้อตกลงนั้นผู้ขายจะต้องทำประกันภัยไว้ให้ล่วงหน้าก่อน แล้วส่งมอบกรมธรรม์ให้ผู้ซื้อพร้อมเอกสารอื่นๆ ซึ่งหากเกิดความเสียหายขึ้น ผู้ซื้อจะต้องไปเรียกร้องค่าสินไหมเอาเองจากตัวแทนซึ่งอยู่ในประเทศของผู้ซื้อนั่นเอง ส่วนบางข้อตกลงที่ผู้ขายไม่ได้มีภาระจัดทำประกันภัยให้นั้น ผู้ซื้ออาจจะจัดทำประกันภัยด้วยตนเอง หรืออาจจะไม่จัดทำก็ได้ ในกลุ่มนี้มีอยู่ 4 ข้อตกลงด้วยกัน คือ...... CFR. (C0st And Freight) CIF. (Cost, Insurance And Freight) CPT. (Carriage Paid To) CIP. (Carriage And Insurance Paid To) กลุ่มนี้เน้นที่ค่าขนส่งหลัก (Main Carriage) ผู้ขายมีการ Prepaid หรือจ่ายให้แล้วโดยที่ค่าใช้จ่ายนั้นเป็นของผู้ขาย ส่วนความเสี่ยงเป็นของผู้ซื้อ กลุ่ม D : เป็นกลุ่มที่ผู้ขายจะต้องจัดการส่งมอบและติดตามดูแลผู้รับขนที่ตนเองได้จับจองและจ่ายค่าระวางไว้แล้ว ให้นำส่งสินค้าไปยังผู้ซื้อจนถึงจุดหรือสถานที่ซึ่งได้ตกลงกันไว้ปลายทาง กลุ่มนี้จึงเน้นในการดูแลส่งมอบตัวสินค้าจนถึงจุดหมายปลายทาง โดยค่าระวางขนส่ง (Carriage Cost) จะต้องชำระล่วงหน้า (Prepaid) ในกลุ่มนี้มีอยู่ 5 ข้อตกลง คือ..... DAF. (Delivered At Frontier) DES. (Delivered Ex Ship) DEQ. (Delivered Ex Quay - Duty Paid) DDU. (Delivered Duty Unpaid) DDP. (Delivered Duty Paid) ภาระของคู่ค้าใน INCOTERMS นั้น สภาหอการค้าระหว่างประเทศ (International Chamber Of Commerce) ได้บัญญัติไว้ให้แต่ละฝ่ายต้องปฏิบัติหรือไม่ต้องปฏิบัติ 10 ข้อ เท่าๆกัน แต่เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจจะกล่าวถึงภาระหน้าที่หลักรวมกันไป ดังนี้.... EXW : EX WORKS (ให้ระบุสถานที่ซึ่งผู้ขายมีสินค้าจะส่งมอบต่อท้ายคำนี้ เช่น EXW, Kanchanaburi, Thailand) หมายความว่า ผู้ขายจะหมดภาระต่อเมื่อได้ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ ณ สถานที่ของผู้ขายเอง เช่น ที่โรงงานหรือคลังสินค้าของผู้ขาย ซึ่งผู้ขายไม่ต้องรับผิดชอบในการขนส่งสินค้าขึ้นพาหนะซึ่งผู้ซื้อเป็นผู้จัดหามา ข้อตกลงนี้ผู้ขายมีความรับผิดชอบน้อยมาก จึงเหมาะจะใช้กับธุรกิจส่งออกขนาดกลางและเล็กที่ไม่ชอบติดต่อเรื่องพิธีการส่งออกและการขนส่งใดๆ ส่วนผู้ซื้อจะต้องมีภาระจ่ายค่าสินค้าตามที่สัญญาไว้ ต้องจัดหาพาหนะมารับและขนส่งสินค้ารวมทั้งต้องทำการผ่านพิธีการศุลกากรด้วยค่าใช้จ่ายของตนเองทั้งหมด อย่างไรก็ตามผู้ซื้อสามารถจะจ้างตัวแทนหรือนายหน้ารับขน หรือบริษัทขนส่งในประเทศของผู้ขายเป็นผู้ดำเนินการให้ แล้วเรียกเก็บค่าระวางกับผู้ซื้อ เพราะค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมทั้งความเสี่ยงจากอุบัติภัยที่จะเกิดขึ้นภายหลังจากการรับมอบสินค้าแล้ว จะตกเป็นภาระของผู้ซื้อทั้งหมด หากผู้ซื้อไม่ชำนาญพิธีการในประเทศที่ส่งออก ข้อตกลงนี้ไม่สู้จะได้เปรียบผู้ขายมาก เพราะจะควบคุมค่าใช้จ่ายได้ลำบาก อีกทั้งต้องยุ่งกับเรื่องพิธีการนำเข้าและค่าใช้จ่ายในประเทศของตนเองอยู่แล้ว ดังนั้น หากตลาดเปิดโอกาสให้เลือกได้ ก็ควรจะเลี่ยงไปใช้ข้อตกลงอื่นที่สะดวกมากกว่า FCA : FREE CARRIER (ให้ระบุสถานที่ซึ่งผู้ขายต้องนำสินค้าไปส่งมอบให้อยู่ในความดูแลของบริษัทรับขนส่ง เช่น FCA, BANGKOK หรือ FCA, EVERGREEN, RAMA IV RD., BANGKOK) หมายถึง ผู้ขายจะหมดภาระต่อเมื่อส่งมอบสินค้าให้อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัทผู้รับขน (CARRIER) รายแรก ณ สถานที่ซึ่งผู้ซื้อระบุไว้ รวมทั้งจะต้องผ่านพิธีการและเสียภาษีส่งออกให้ด้วย ในกรณีที่ผู้ซื้อไม่ได้กำหนดจุดที่แน่นอนไว้ ผู้ขายก็จะต้องเลือกนำส่งภายในสถานที่หรือภายในบริเวณที่ CARRIER สามารถมารับสินค้าไปอยู่ในความดูแลของตนได้ ข้อตกลงนี้ผู้ขายอาจมีบทบาทเข้ามาช่วยจัดการจองยานพาหนะ โดยที่ผู้ซื้อจะต้องเป็นผู้จ่ายและรับภาระในความเสี่ยงต่ออุบัติภัยทั้งหลายเอง รวมทั้งหากสินค้าใดจำเป็นต้องใช้ใบอนุญาตส่งออกหรือต้องเสียภาษีส่งออกใดๆ ผู้ขายก็จะต้องดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงไป โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นของผู้ขายเอง ส่วนผู้ซื้อจะต้องจัดการจอง และจ่ายค่าระวาง (อาจขอร้องให้ผู้ขายช่วยติดต่อโดยผู้ซื้อรับภาระจ่ายค่าระวาง) ผู้ซื้อยังจะต้องจัดทำและจ่ายค่าประกันภัยสินค้า ถ้าตนเองต้องการ รวมทั้งจัดการผ่านพิธีการและเสียภาษีนำเข้าประเทศของตนด้วย ผู้ซื้อต้องแจ้งชื่อของ CARRIER และสถานที่ซึ่ง CARRIER ตั้งอยู่ต่อผู้ขาย ผู้ซื้อต้องจองและจ่ายค่าระวางเมื่อมีการขนส่งสินค้าที่ปลายทางแล้ว การจองระวางนั้นอาจร้องขอผู้ขายหรือตัวแทนใดๆ ในประเทศผู้ขายเป็นคนดำเนินการให้ โดยที่ผู้ซื้อต้องรับภาระค่าใช้จ่ายและรับภาระเสี่ยงต่ออุบัติภัยเอง หรืออาจจะแบ่งเบาภาระความเสี่ยงไปให้บริษัทประกันภัยเป็นผู้รับผิดชอบโดยยอมเสียค่าเบี้ยประกันบ้าง FREE CARRIER นี้ถูกคิดขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องกับการขนส่งแบบใหม่ที่ใช้ตู้ CONTAINER เป็นหลัก ซึ่งสินค้าจะต้องส่งนำไปฝากให้อยู่ในความดูแลของ CARRIER ซึ่งมักจะจัดสถานีหรือลานเก็บ CONTAINER เพื่อบริการรับสินค้าไว้ในความดูแล ข้อตกลงนี้อาจนำไปใช้กับการขนส่งแบบใดก็ได้ รวมทั้งการขนส่งแบบรวมพาหนะหลายรูปแบบในแต่ละเที่ยว (MULTIMODAL TRANSPORT) ทุกข้อตกลงที่กล่าวถึงในบทนี้ ผู้ขายต้องเป็นจัดหา COMMERCIAL INVOICE หรือข้อมูลจัดส่งผ่านระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งมีผลใช้ได้เทียบเท่า COMMERCIAL INVOICE ซึ่งจะไม่ขอกล่าวถึงในข้อตกลงอื่นๆ อีกต่อไป การชำระเงินค่าสินค้าตามที่ได้ตกลงกันไว้นั้นเป็นหน้าที่ของผู้ซื้อในทุกข้อตกลงอยู่แล้ว ดังนั้นในบทความต่อจากนี้จะไม่ขอกล่าวถึงหน้าที่ในการชำระเงินของผู้ซื้อในข้อตกลงอื่นๆ อีกต่อไป อนึ่ง คำว่า CARRIER ที่ใช้ใน INCOTERMS นี้ จะหมายถึง บุคคลใดก็ได้ที่สัญญารับขนระบุไว้ให้เป็นผู้ดำเนินการขน โดยไม่เลือกว่าเป็นการขนส่งทางใด หรือแม้แต่กรณีที่ผู้ซื้อสั่งให้ผู้ขายมอบสินค้าให้อยู่ในความดูแลของนายหน้ารับขน (FREIGHT FORWARDER) ซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ว่าไม่ใช่ CARRIER ในความหมายทั่วๆ ไป แต่สำหรับกรณีของ INCOTERMS แล้ว หากผู้ขายได้มอบสินค้าให้อยู่ในความดูแลของบุคคลหรือนายหน้ารับขนรายแรกแล้ว ก็ถือเสมือนมีการปฏิบัติได้ครบถ้วน ตามเงื่อนไขของ FREE CARRIER แล้ว คำว่า CONTAINER ที่ใช้ใน INCOTERMS นี้ ให้หมายรวมถึงอุปกรณ์ใดๆ ที่นำมาใช้รวบรวม หรือบรรจุหรือบรรทุกสินค้าเข้าไว้กับสิ่งนั้นๆ รวมทั้งอุปกรณ์ล้อเลื่อนเพื่อขนอุปกรณ์หนักเข้า/ออกจากเรือ (ROLL ON – ROLL OFF) ก็ได้ FAS : FREE ALONGSIDE SHIP (ให้ระบุท่าเรือที่ซึ่งผู้ขายต้องนำสินค้าไปส่งมอบไว้ เช่น FAS, BANGKOK PORT) หมายถึงผู้ขายจะหมดภาระต่อเมื่อนำสินค้าส่งมอบไว้ที่ข้างเรือเดินทะเล ซึ่งจอดอยู่ ณ ที่ท่าเทียบเรือ หรือผู้ขายอาจจะนำส่งไว้ในเรือเล็ก หรือเรือท้องแบน (LIGHTER) ณ ท่าเรือที่ระบุไว้ รับใบรับมาจากจุดที่เกี่ยวข้อง แล้วนำใบรับนั้นแสดงกับผู้ซื้อ ใบรับนั้นต้องมีข้อความจดแจ้งว่าสินค้าได้ถูกส่งให้ไว้ที่ข้างเรือแล้ว ผู้ซื้อจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงจากจุดที่ผู้ขายนำสินค้ามาส่งมอบ ผู้ซื้อจะต้องเป็นผู้ผ่านพิธีการและเสียภาษีส่งออก (อย่าใช้ข้อตกลงนี้ ถ้าผู้ซื้อไม่มีความสามารถเรือพิธีการส่งออก) ผู้ซื้อมีหน้าที่เลือกและกำหนด CARRIER จองและจ่ายค่าระวางเรือ รวมทั้งหากสินค้าต้องมีการขออนุญาตส่งออก ผู้ซื้อยังจะต้องเป็นคนหาใบอนุญาตส่งออกและเป็นคนจ่ายภาษีส่งออกอีกด้วย ผู้ซื้อใดที่ต้องการให้บริษัทประกันแบ่งเบาภาระความเสี่ยงที่ตนเองต้องแบกรับอยู่ก็สามารถติดต่อทาบทามไว้แต่เนิ่นๆ การดำเนินการต่างๆ นี้ผู้ซื้อย่อมสามารถทำการผ่านตัวแทนหรือนายหน้ารับขนหรือบริษัทขนส่งก็ได้ นอกจากนั้น ผู้ซื้อยังจะต้องผ่านพิธีการและเสียภาษีนำเข้าประเทศของตนอีกด้วย ข้อตกลงนี้ใช้ได้ทั้งการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศและการขนส่งทางน้ำภายในประเทศ ส่วนการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายนั้นเหมือนกับใน EXW FOB : FREE ON BOARD (ให้ระบุท่าเรือที่ส่งต่อท้าย เช่น FOB, BANGKOK PORT) หมายถึง ผู้ขายจะหมดภาระต่อเมื่อได้นำสินค้าไปส่งมอบไว้ในเรือเดินทะเล ณ ท่าเรือที่ระบุไว้ รวมทั้งผ่านพิธีการและเสียภาษีส่งออก หากสินค้าต้องขออนุญาตส่งออกก็ต้องจัดหาใบอนุญาตส่งออก หากมีภาษีส่งออกก็ต้องชำระค่าภาษีนั้นด้วย (ผู้ขายต้องจัดหาใบรับประเภท CLEAN ON BOARD ให้ด้วย เพราะเป็นที่ต้องการของผู้ซื้อสำหรับข้อตกลง FOB นี้ หรือแม้แต่ข้อตกลง CFR หรือ CIF ก็ตาม) ส่วนผู้ซื้อจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงจากจุดที่ผู้ขายนำสินค้ามาส่งมอบไว้ในระวาง ผู้ซื้อต้องเป็นผู้เลือกจองและกำหนด CARRIER เอง ต้องจ่ายค่าระวางเรือเมื่อสินค้าถึงปลายทาง รวมทั้งต้องดำเนินการผ่านพิธีการศุลกากรและเสียภาษีนำเข้าประเทศของตน ผู้ซื้อสามารถจัดทำประกันภัยในประเทศของตนเองได้ถ้าต้องการทำ เพราะไม่มีเงื่อนไขใดบังคับไว้ว่าต้องกระทำ ข้อตกลงนี้ใช้กับการขนส่งทางทะเลหรือการขนส่งทางน้ำภายประเทศ แต่การขนส่งสินค้าบางชนิดด้วยอุปกรณ์ขนส่งบางลักษณะ เช่น การขนส่งด้วยพาหนะล้อเลื่อน (ROLL ON/ ROLL OFF : RO-RO) หรือระบบ CONTAINER ซึ่งผู้ขายควรจะหมดภาระลงที่การส่งมอบต่อ CARRIER แล้วให้ CARRIER รับภาระขนลงเรือเอง ก็ควรจะใช้ FCA มากกว่า FOB CFR : COST AND FREIGHT (ระบุท่าเรือปลายทางต่อท้าย เช่น CFR, NEWYORK PORT) หมายถึง ผู้ขายจะหมดภาระต่อเมื่อได้นำสินค้าไปส่งมอบไว้ในระวางเรือเดินทะเล ณ ท่าเรือซึ่งระบุไว้ทำการจองหรือจ่ายค่าระวางเพื่อให้นำส่งสินค้าไปยังสถานที่ผู้ซื้อระบุไว้ที่ปลายทางผ่านพิธีการและเสียภาษีส่งออก ผู้ซื้ออาจจัดทำประกันภัยในช่วงขนส่งหลัก (ถ้าต้องการผลักความเสี่ยงไปให้บริษัทประกันภัย) รวมทั้งค่าใช้จ่ายใดๆ อันอาจมีเพิ่มขึ้นหลังจากที่สินค้าได้ถูกส่งเข้าระวางเรือเดินทะเล ณ ท่าเรือต้นทาง ซึ่งค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงจะถูกโอนจากผู้ขายไปอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ซื้อ นอกจากนั้น ผู้ซื้อยังจะต้องเป็นผู้จัดหาใบอนุญาตนำเข้าด้วยค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงของตนเองอีกด้วย ข้อตกลงนี้ผู้ขายรายใหญ่สามารถหาประโยชน์จาก CARRIER เพราะสามารถได้รับข้อเสนอที่ดีจากบริษัทขนส่งหลายๆ รายที่ส่งราคาเข้ามาให้เลือกใช้ ผู้ขายจึงสามารถเสนอราคาขายสินค้าของตนให้ต่ำลงได้ ส่วนผู้ซื้อก็จะได้ประโยชน์ด้วยเพราะไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เข้าทำสัญญาของระวางเรือเอง ทำให้ผู้ซื้อไม่ต้องเข้าไปเสี่ยงกับภาวะผันผวนของค่าระวางเรือซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมทั้งผู้ซื้อยังสามารถเลือกทำประกันการขนส่งได้ภายในประเทศของตนอีกด้วย ข้อตกลงนี้สามารถนำมาใช้ได้ทั้งกับการขนส่งทางทะเลและการขนส่งทางน้ำภายในประเทศ แต่การขนส่งใดที่ผู้ขายไม่สามารถจะนำสินค้าไปลงระวางได้ด้วยตนเอง เช่น การขนส่งอุปกรณ์หนักด้วยพาหนะล้อเลื่อน (ROLL ON / ROLL OFF) หรือ CONTAINER ก็ควรจะใช้แบบ CPT ซึ่งจะได้กล่าวถึงในภายหลัง CIF : COST, INSURANCE AND FREIGHT (ระบุท่าเรือปลายทางต่อท้าย เช่น CIF, NEWYORK PORT) หมายถึง ผู้ขายจะหมดภาระต่อเมื่อได้นำสินค้าไปส่งมอบลงไว้ในระวางเรือเดินทะเล ณ ท่าเรือ ที่ระบุไว้ อีกทั้งจัดการจองและจ่ายค่าระวางเรือในการขนส่งสินค้าไปจนถึงท่าเรือในประเทศ ผู้ซื้อต้องดำเนินการผ่านพิธีการและเสียภาษีส่งออก รวมทั้งต้องจัดทำและจ่ายค่าประกันภัยขนส่งสินค้าทางทะเล ส่วนผู้ซื้อมีหน้าผ่านพิธีการและเสียภาษีนำเข้าประเทศของตนเอง ผู้ซื้อมีภาระหน้าที่เช่นเดียวกับในแบบ CFR แต่ผู้ขายมีภาระเพิ่มขึ้นในการจัดทำและจ่ายค่าเบี้ยประกันภัย เพื่อประกันความเสี่ยงต่อความเสียหายหรือสูญหายของสินค้าที่อาจเกิดขึ้นให้กับผู้ซื้อ ซึ่งหากสินค้าเสียหาย ผู้ซื้อต้องจัดการเรียกร้องจากบริษัทประกันเอาเอง โดยถือเป็นความเสี่ยงของผู้ซื้อ เพราะผู้ขายเป็นเพียงคนจัดทำและจ่ายค่าเบี้ยประกันให้เท่านั้น ข้อตกลงนี้ใช้ได้กับการขนส่งทางทะเลและการขนส่งทางน้ำภายในประเทศ แต่หากสินค้าไม่สามารถที่จะส่งเข้าระวางได้ทันที เช่น RO-RO หรือ CONTAINER ก็ควรที่จะตกลงซื้อขายกันด้วย ข้อตกลง CIP ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไปจะเหมาะสมกว่า นอกจากเมื่อผู้ซื้อใช้ข้อตกลงนี้ควระบุเงื่อนไขการคุ้มครองภัยทางทะเลให้แน่นอน เพราหากไม่ระบุไว้ ผู้ขายมีสิทธิ์ที่จะทำการประกันภัยให้ในเงื่อนไขขั้นต่ำสุดเสมอ เช่น มูลค่าที่คุ้มครองเพียง 110% และภัยหลักที่คุ้มครองเป็นประเภท C เป็นต้น CPT : CARRIAGE PAID TO (ให้ระบุสถานที่ส่งมอบปลายทางต่อท้าย เช่น CPT, NEWYORK PORT) หมายถึง ผู้ขายจะหมดภาระต่อเมื่อได้นำสินค้าไปส่งมอบให้อยู่ในความดูแลของ CARRIER รายแรก ณ สถานที่ซึ่งระบุไว้ โดยที่ผู้ขายเป็นผู้ทำการจองและจ่ายค่าระวางเพื่อให้นำส่งสินค้าไปยังสถานที่ปลายทางดังกล่าว ผู้ขายต้องผ่านพิธีการและเสียภาษีส่งออก ส่วนผู้ซื้ออาจจะจัดทำและจ่ายค่าประกันภัยขนส่งสินค้าก้ได้ถ้าต้องการ แต่จะต้องเป็นผู้ผ่านพิธีการศุลกากรและเสียภาษีนำเข้าประเทศของตน ความเสี่ยงต่างๆ ในตัวสินค้าและค่าใช้จ่ายที่จะมีเพิ่มขึ้น ถือว่าได้ถูกโอนให้ผู้ซื้อเป็นผู้รับภาระตั้งแต่สินค้าส่งมอบให้ CARRIER รายแรก ผู้ซื้อสามารถจะทำประกันภัยด้วยตนเอง (ถ้าต้องการ) และต้องจัดการเรื่องภาษา และพิธีการนำเข้าต่างๆ เมื่อสินค้าถึงปลายทาง คำว่า “CARRIER” นั้น คงต้องกล่าวซ้ำอีกครั้งว่า ให้หมายถึงบุคคล ซึ่งในสัญญาจะระบุให้เป็นผู้รับสินค้าไว้เพื่อดำเนินการจัดส่งไม่ว่าจะเป็นการขนส่งโดยทางรถไฟ รถยนต์ เรือเดินทะเล เครื่องบินทางเรือภายในประเทศหรืออาจจะผสมกัน ในวิธีที่กล่าวมาแล้ว หากมี CARRIER ลำดับต่อๆ มาเข้ามารับดำเนินการขนส่งต่อจนถึงปลายทาง ความเสี่ยงที่มีนั้นก็ถือว่าผ่านไปจากผู้ขายไปเป็นของผู้ซื้อนับตั้งแต่สินค้าถูกส่งมอบให้กับ CARRIER คนแรกแล้ว ข้อตกลงนี้ใช้ได้กับทุกๆ พาหนะ รวมทั้ง MULTIMODAL TRANSPORT อีกทั้งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับข้อตกลง CFR แล้ว จุดส่งมอบของ CFR นั้นยังเป็นรูปแบบเก่า ซึ่งจะต้องส่งมอบสินค้าในระวางเรือ แต่ CPT นี้ต้องการเพียงแต่ให้ผู้ขายนำสินค้าไปส่งมอบให้อยู่ในความดูแลของ CARRIER คนแรกก็พอแล้ว ซึ่งปกติก็มักจะเป็นสถานที่เก็บสินค้าของ CARRIER นั่นเอง ข้อตกลงนี้ให้ประโยชน์อย่างมากกับผู้ขาย หากนำไปเปรียบเทียบ CFR เนื่องจากผู้ขายสามารถได้รับชำระเงินก่อนที่จะมีการนำสินค้าไปเข้าระวาง จึงได้เอกสิทธิ์มาก่อนตั้งแต่นำสินค้าไปให้อยู่ในความดูแลของ CARRIER ซึ่งถือว่าได้กระทำครบถ้วนตามเงื่อนไขแล้ว CIP : CARRIAGE AND INSURANCE PAID TO (ระบุสถานที่ส่งมอบปลายทางต่อท้าย เช่น CIP, NEWYORK) หมายถึง ผู้ขายจะหมดภาระต่อเมื่อได้นำสินค้าไปส่งมอบให้อยู่ในความดูแลของ CARRIER รายแรก ณ สถานที่ซึ่งได้ระบุไว้ โดยที่ผู้ขายเป็นผู้ทำการจองและจ่ายค่าระวางเพื่อให้นำส่งสินค้าไปยังสถานที่ปลายทางดังกล่าว ผู้ขายต้องผ่านพิธีการศุลกากรและเสียภาษีส่งออกรวมทั้งจัดทำและจ่ายค่าประกันภัยขนส่งสินค้า ส่วนผู้ซื้อจะต้องเป็นผู้ผ่านพิธีการและเสียภาษีนำเข้าประเทศของตน ผู้ขายจะมีภาระเช่นเดียวกับ CPT แต่มีภาระเพิ่มเติมในการจัดทำ CARGO INSURANCE ให้ผู้ซื้อ โดยเป็นคนจัดทำและจ่ายค่า PREMIUM เพื่อประกันความเสี่ยงของการเสียหายหรือสูญหายของสินค้าระหว่างการขนส่ง ซึ่งหากสินค้าเสียหายในภายหลังก็จะไม่ถือว่าอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ขายแล้ว แต่ผู้ซื้อนั่นเองจะต้องเป็นผู้รับความเสี่ยงหรือรับประโยชน์ตามกรมธรรม์นั้นทั้งหมด ผู้ซื้อต้องตระหนักว่าผู้ขายมีสิทธิ์ที่จะทำการคุ้มครองภัยให้ในเงื่อนไขขั้นต่ำสุดเสมอ ดังนั้น จึงควรตกลงเงื่อนไขการคุ้มครองภัยที่ต้องการไว้ให้เรียบร้อยเสียก่อนที่จะทำการตกลงซื้อขายกัน ข้อตกลงนี้สามารถใช้กับการขนส่งได้ทุกรูปแบบ รวมทั้ง MULTIMODAL TRANSPORT ด้วย DAF : DELIVERED AT FRONTIER (ระบุสถานที่ชายแดน เช่น DAF, NONGKHAI, THAILAND) หมายถึง ผู้ขายจะหมดภาระก็ต่อเมื่อได้ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ ณ สถานที่ซึ่งเป็นชายแดนก่อนที่จะผ่านแดนของผู้ซื้อ ซึ่งจะมีพรมแดนติดต่อกันหรือไม่ติดต่อกันก็ได้ ผู้ขายจะต้องผ่านพิธีการส่งออกให้เรียบร้อย จัดหาเอกสารต่างๆ ให้ผู้ซื้อ รวมทั้งค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงจากโรงงานของผู้ขายจนถึงจุดชายแดนก่อนที่จะผ่านด่านศุลกากรในประเทศของผู้ซื้อนั้น ผู้ขายจะต้องเป็นฝ่ายรับภาระตลอด ซึ่งผู้ขายอาจจะจัดทำและจ่ายค่าประกันคุ้มครองความเสียหายจากโรงงานของผู้ขาย จนถึงจุดส่งมอบชายแดนก็ได้ ส่วนผู้ซื้อจะต้องมารับมอบสินค้า ณ จุดชายแดนนั้น โดยรับผิดชอบเรื่องพิธีการศุลกากร เพื่อนำสินค้าเข้าประเทศของตน ต้องเสียค่าใช้จ่าย ค่าระวาง และค่าเสี่ยงภัยจากจุดชายแดนที่ส่งมอบไปจนถึงคลังสินค้าของตนเอง การค้าที่ใช้ข้อตกลงนี้มักเป็นประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกัน แต่ก็ไม่จำกัด เพียงขอให้คู่ค้าระบุชายแดนลงไว้ในสัญญาซื้อขายให้ชัดเจนเท่านั้น เพื่อที่ผู้ขายจะได้ให้บริการนำสินค้าผ่านแดนประเทศอื่นได้ถูกต้อง และข้อตกลงนี้ตั้งใจให้ใช้กับการขนส่งทางรถไฟ ทางรถยนต์ แต่ก็ไม่ห้ามหากคู่ค้าจะนำไปดัดแปลงใช้กับการขนส่งแบบอื่นๆ โดยตัวของข้อตกลงนี้แล้วถือว่าให้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เพราะเป็นการแบ่งกันรับภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงเอาจากจุดส่งมอบที่ชายแดน ข้อตกลงนี้ใช้กับการขนส่งทางทะเลหรือนำไปใช้กับการขนส่งทางน้ำในประเทศ ข้อตกลงที่ขึ้นต้นด้วยอักษะ D ทั้งหมดจะมีการได้เปรียบเสียเปรียบของทั้งสองฝ่ายนั้นคล้ายกับ CIF หรือ CIP แต่ระหว่างการขนส่งก่อนส่งมอบถึงจุดหมายปลายทางที่ตกลงกันนั้น ผู้ขายจะต้องเป็นผู้รับภาระความเสี่ยงในความเสียหายหรือสูญหายของตัวสินค้า ซึ่งจะชดใช้คืนกลับเป็นตัวสินค้าให้ทันเวลาที่ตกลง DES : DELIVERED EX SHIP (ระบุท่าเรือปลายทาง เช่น DES, NEWYORK PORT) หมายถึงผู้ขายจะหมดภาระต่อเมื่อจองและจ่ายค่าระวางเรือให้ขนสินค้าไปจอดที่จุดซึ่งเป็นท่าเรือปลายทาง โดยผู้ขายไม่ต้องรับภาระขนลงจากเรือ ส่วนค่าเสียเวลาเรือที่ต้องคอย ณ จุดปลายทางนั้น ผู้ขายต้องเป็นผู้รับภาระและเป็นผู้ผ่านพิธีการและเสียภาษีส่งออกจากประเทศของตน นอกจากนี้อาจจะจัดทำและจ่ายค่าประกันภัยขนส่งสินค้าไว้เองก็ได้ ส่วนผู้ซื้อจะต้องเป็นผู้จัดการเสียค่าธรรมเนียมขนสินค้าออกจากเรือ จัดหาใบอนุญาตนำเข้าผ่านพิธีการและเสียภาษีนำเข้าประเทศของตน ข้อตกลงนี้ ผู้ซื้อสามารถจัดการเรื่องประกันภัยและจัดหาผู้รับขนส่งจากจุดที่เรือจอดปลายทางไปยังโรงงานของตนเองได้อีกด้วย DEQ : DELIVERED EX QUAY (DUTY PAID (ระบุท่าปลายทาง เช่น DEQ, NEWYORK PORT) หมายถึง ผู้ขายจะหมดภาระก็ต่อเมื่อส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ ณ ท่าเรือหรือปลายทางที่ระบุไว้ตามสัญญา โดยผู้ขายต้องเป็นผู้จองและจ่ายค่าระวางเรือ ผู้ขายอาจจะลดความเสี่ยงภัยโดยการทำประกันภัยขนส่งสินค้าได้ถ้าต้องการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเรื่องความเสี่ยงเอาเอง ผู้ขายต้องเป็นผู้ผ่านพิธีการและเสียภาษีส่งออก จ่ายค่านำสินค้าออกจากเรือ ณ ท่าเรือปลายทางที่ระบุไว้ รวมทั้งผ่านพิธีการและเสียภาษีนำเข้าประเทศที่ผู้ซื้อกำหนดไว้อีกด้วย ส่วนผู้ซื้อต้องรับสินค้าออกจากท่าเรือปลายทาง โดยว่าจ้างพาหนะภายในประเทศของตนขนส่งให้ โดยเสียค่าใช้จ่ายและรับภาระความเสี่ยงด้วยตนเอง เฉพาะช่วงจากจุดส่งมอบที่ท่าเรือปลายทางจนถึงสถานที่ซึ่งใช้เก็บสินค้านั้น ผู้ซื้อไม่ต้องเป็นผู้ผ่านพิธีการศุลกากร เพื่อนำสินค้าเข้าประเทศปลายทางเพราะผู้ขายดำเนินการไปแล้ว ข้อตกลงนี้ไม่ควรนำมาใช้หากผู้ขายไม่ถนัดเรื่องพิธีการศุลกากรในประเทศผู้ซื้อ หรือไม่สามารถจัดหาใบอนุญาตนำเข้าประเทศปลายทางได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม หากคู่ค้าประสงค์ที่จะให้ผู้ซื้อเป็นผู้ผ่านพิธีการนำเข้าประเทศปลายทางเอง จ่ายอากรเอง ก็ให้เปลี่ยนถ้อยคำท้ายข้อตกลงเป็น “DUTY UNPAID” แล้วระบุท่าเรือปลายทางลงไว้ ข้อตกลงนี้สามารถใช้กับการขนส่งทางทะเลหรือทางน้ำภายในประเทศก็ได้ DDU : DELIVERED DUTY UNPAID (ระบุสถานที่ปลายทาง เช่น DDU, NEWYORK) หมายถึง ผู้ขายจะหมดภาระต่อเมื่อส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ ณ สถานที่ระบุไว้ในสัญญา โดยผู้ขายต้องเป็นผู้จองและจ่ายค่าระวางยานพาหนะนั้น ผู้ขายต้องรับภาระความเสี่ยงภัยในการขนส่งสินค้าและค่าใช้จ่ายในการดำเนินพิธีการส่งออกไปยังสถานที่ระบุไว้ ณ ประเทศปลายทาง แต่ผู้ขายไม่ต้องจ่ายทั้งค่าภาษีและอากรเพื่อนำสินค้าเข้าประเทศปลายทางนั้น ส่วนผู้ซื้อต้องรับภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวกับตัวสินค้า นับตั้งแต่สินค้าถูกส่งมอบไว้ยังสถานที่ส่งมอบปลายทาง และต้องดำเนินการผ่านพิธีการนำเข้า จ่ายค่าภาษีอากร และค่าธรรมเนียม เพื่อนำเข้าประเทศรวมทั้งรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นหากไม่สามารถนำสินค้าผ่านพิธีการนำเข้าได้ทันเวลา อย่างไรก็ตาม หากคู่สัญญาต้องการให้ผู้ขายจัดการเกี่ยวกับพิธีการศุลกากรและรับภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงจากการกระทำดังกล่าว ก็ต้องระบุความประสงค์นี้ไว้อย่างชัดแจ้ง รวมทั้งหากต้องการให้ผู้ขายรับภาระค่าใช้จ่ายรายการใดที่เกี่ยวกับการนำเข้าสินค้า ก็สามารถระบุเพิ่มถ้อยคำที่ต้องรับภาระลงไปได้ เช่น เรื่อง VAT ก็ให้เพิ่มคำว่า VAT ไว้ท้ายข้อตกลง เช่น DELIVERED DUTY UNPAID, VAT PAID (ระบุสถานที่ส่งมอบปลายทาง) ข้อตกลงนี้สามารถจะใช้ได้กับรูปแบบการขนส่งทุกรูปแบบรวมทั้งMULTIMODAL TRANSPORT ด้วย DDP : DELIVERED DUTY PAID (ระบุสถานที่ปลายทาง เช่น DDP, NEWYORK) หมายถึงผู้ขายจะหมดภาระต่อเมื่อได้ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อยังจุดที่ได้ระบุไว้ ณ ประเทศปลายทาง ผู้ขายยังจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายและรับภาระความเสี่ยง รวมทั้งภาษีอากร และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการนำสินค้าผ่านพิธีการ ณ ประเทศที่ผู้ซื้อต้องการนำเข้า ผู้ซื้อก็ต้องมานำสินค้าออกไปจากจุดปลายทาง ณ ประเทศของตนนั้น จัดทำประกันภัยภายในประเทศ (ถ้าต้องการ) จ่ายค่าระวางภายในประเทศเพียงช่วงสั้น หากจุดส่งมอบไม่ใช่สถานที่ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่ใช้เก็บสินค้า ข้อตกลงนี้ได้ประโยชน์กับผู้ซื้อ เพราะไม่ต้องมารับภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงภัยในการขน สินค้าจากประเทศผู้ขายมายังประเทศของตน ข้อตกลงนี้ผู้ขายมีภาระมากที่สุด เนื่องจากต้องนำส่งสินค้าให้ถึงจุดหมายปลายทาง และยังจะต้องรับภาระความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายจนถึงจุดที่ระบุไว้อีกด้วย ผู้ขายไม่ได้เปรียบนักหากเสนอขายกับประเทศปลายทางที่ต้องมีการจัดหาใบอนุญาตนำเข้า ซึ่งผู้ขายต้องเป็นฝ่ายไปจัดหาให้ ข้อตกลงนี้ไม่มีการจำกัดว่าจะใช้กับยานพาหนะรูปแบบใด และหากคู่ค้าต้องการให้ผู้ชายเป็นผู้ผ่านพิธีการนำเข้าและเป็นผู้จ่ายค่าอากรแล้วก็ควรนำ DDU มาใช้ และหากผู้ขายไม่ต้องการจะรับภาระเรื่อง VAT ก็ควรระบุไว้ให้ชัดเจนว่า VAT UNPAID ไว้ท้ายข้อตกลง เช่น DELIVERED DUTY PAID, VAT UNPAID เป็นต้น อ้างอิง บทความจาก http://wannaratw.tripod.com/343_ch3a.htm |
วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
แปลคำศัพท์
ระบบเศรษฐกิจของประเทศเช่นญี่ปุ่น, แคนาดา, เยอรมนี, และสหรัฐอเมริกาเป็นองค์กรที่ฟรีระบบในคำอื่น ๆ ระบบขององค์กรเอกชน ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ บุคคลและกลุ่มพวกเขาเอง คนมีอิสระในการผลิตการซื้อและขายสิ่งที่พวกเขาต้องการ พวกเขามีอิสระที่จะเริ่มต้นธุรกิจขององค์กรใหม่
ในระบบขององค์กรอิสระที่รัฐบาลไม่กำหนดราคาของผลิตภัณฑ์ ตลาดจะเป็นตัวกำหนดมัน แต่"ตลาด"คืออะไร? เรารู้เกี่ยวกับซูเปอร์มาร์เก็ตตลาดหุ้น, ตลาดเกษตรกรตลาดเนื้อสัตว์และตลาดทองคำ เราสามารถซื้อและขายสิ่งตามห้างสรรพสินค้าทางโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของตลาดการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการโดยผู้ซื้อและผู้ขาย
ตลาดจะเป็นตัวกำหนดราคาของผลิตภัณฑ์โดยทั้งสองกฎทั่วไป : กฎหมายของอุปสงค์และอุปทาน ตัวอย่างเช่นวิธีการหลายมะเขือเทศผู้บริโภคจะซื้อในราคาที่แตกต่างกัน? นี่คือความต้องการ กฎหมายของรัฐที่ผู้บริโภคต้องการ (ผู้ซื้อ) มักจะซื้อมากขึ้นของผลิตภัณฑ์ในราคาที่ต่ำ วิธีการหลายมะเขือเทศผลิตภัณฑ์ที่จะขายในราคาที่แตกต่างกัน? นี้คือการจัดหา กฎหมายของรัฐจัดหาที่ผู้ผลิตมักจะอุปทานของผลิตภัณฑ์ในราคาที่สูงขึ้น ผู้บริโภคของหลักสูตรต้องการให้มีราคาต่ำ แต่ผู้ผลิตจำเป็นที่จะต้องทำกำไร. การกระทำของผู้บริโภคและผู้ผลิตกำหนดราคา
ลองดูที่ตัวอย่าง ซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีอุปทานของ £ 600 ของมะเขือเทศที่ $ £ 1.99 หลังจากสองวันลูกค้าได้ซื้อเพียง £ 100 เร็ว ๆ นี้ £ 600 ขึ้นมาเพื่อให้ผู้จัดการร้านที่มีปัญหาเกินดุลของมะเขือเทศ ในคำอื่น ๆ ที่เธอมีปริมาณมากเกินไปหลายเพื่อให้เธอลดราคาไป $ 1.09 ปอนด์ ในราคาที่ต่ำนี้ลูกค้าเร็ว ๆ นี้ซื้อทั้งหมด 500 £ นี้เป็นราคาดุลยภาพ (จุดที่อุปสงค์และอุปทานตอบสนอง)
อีกตัวอย่างหนึ่งคือราคาน้ำมัน ในองค์การของประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) หยุดการส่งน้ำมันไปยังประเทศตะวันตกเพื่อให้มีการขาดแคลนก๊าซและน้ำมันในหลายประเทศ ราคาก็ขึ้นไปกว่า 30 ร้อยละ (%). In1974 อุปทานของน้ำมันให้กับเวสต์ลงไปอีกครั้งเพราะของการปฏิวัติในอิหร่านดังนั้นราคาก็ขึ้นไปอีกครั้ง. ผู้บริโภคและธุรกิจมองหาวิธีที่จะใช้ก๊าซและน้ำมันน้อย พวกเขาประสบความสำเร็จ ความต้องการลงไปดังนั้นราคาเริ่มต้นที่จะไปลง ระบบขององค์กรได้ทำงานฟรี
ในระบบขององค์กรอิสระที่รัฐบาลไม่กำหนดราคาของผลิตภัณฑ์ ตลาดจะเป็นตัวกำหนดมัน แต่"ตลาด"คืออะไร? เรารู้เกี่ยวกับซูเปอร์มาร์เก็ตตลาดหุ้น, ตลาดเกษตรกรตลาดเนื้อสัตว์และตลาดทองคำ เราสามารถซื้อและขายสิ่งตามห้างสรรพสินค้าทางโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของตลาดการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการโดยผู้ซื้อและผู้ขาย
ตลาดจะเป็นตัวกำหนดราคาของผลิตภัณฑ์โดยทั้งสองกฎทั่วไป : กฎหมายของอุปสงค์และอุปทาน ตัวอย่างเช่นวิธีการหลายมะเขือเทศผู้บริโภคจะซื้อในราคาที่แตกต่างกัน? นี่คือความต้องการ กฎหมายของรัฐที่ผู้บริโภคต้องการ (ผู้ซื้อ) มักจะซื้อมากขึ้นของผลิตภัณฑ์ในราคาที่ต่ำ วิธีการหลายมะเขือเทศผลิตภัณฑ์ที่จะขายในราคาที่แตกต่างกัน? นี้คือการจัดหา กฎหมายของรัฐจัดหาที่ผู้ผลิตมักจะอุปทานของผลิตภัณฑ์ในราคาที่สูงขึ้น ผู้บริโภคของหลักสูตรต้องการให้มีราคาต่ำ แต่ผู้ผลิตจำเป็นที่จะต้องทำกำไร. การกระทำของผู้บริโภคและผู้ผลิตกำหนดราคา
ลองดูที่ตัวอย่าง ซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีอุปทานของ £ 600 ของมะเขือเทศที่ $ £ 1.99 หลังจากสองวันลูกค้าได้ซื้อเพียง £ 100 เร็ว ๆ นี้ £ 600 ขึ้นมาเพื่อให้ผู้จัดการร้านที่มีปัญหาเกินดุลของมะเขือเทศ ในคำอื่น ๆ ที่เธอมีปริมาณมากเกินไปหลายเพื่อให้เธอลดราคาไป $ 1.09 ปอนด์ ในราคาที่ต่ำนี้ลูกค้าเร็ว ๆ นี้ซื้อทั้งหมด 500 £ นี้เป็นราคาดุลยภาพ (จุดที่อุปสงค์และอุปทานตอบสนอง)
อีกตัวอย่างหนึ่งคือราคาน้ำมัน ในองค์การของประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) หยุดการส่งน้ำมันไปยังประเทศตะวันตกเพื่อให้มีการขาดแคลนก๊าซและน้ำมันในหลายประเทศ ราคาก็ขึ้นไปกว่า 30 ร้อยละ (%). In1974 อุปทานของน้ำมันให้กับเวสต์ลงไปอีกครั้งเพราะของการปฏิวัติในอิหร่านดังนั้นราคาก็ขึ้นไปอีกครั้ง. ผู้บริโภคและธุรกิจมองหาวิธีที่จะใช้ก๊าซและน้ำมันน้อย พวกเขาประสบความสำเร็จ ความต้องการลงไปดังนั้นราคาเริ่มต้นที่จะไปลง ระบบขององค์กรได้ทำงานฟรี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)